risk management

Attributing systemic risk to individual institutions

Working Papers No 308 from BIS talks about this subject, which is one of the important things we need to understand in order to fix the Too Big to Fail type of banking regulation.

This aim is to require important banks, those that because of their size will likely take others down with them when they fail, to be more careful in how they run their business. It will not be easy to get everyone to agree on how this should be done.

This paper attribute the importance of a bank to several factors:

  • The number of banks
  • The banks’ relative sizes
  • The exposure of banks to common risk factor
  • Banks’ probabilities of default

I have not read through the paper yet, but here are a few paragraph and a nice set of charts.

we investigate the joint impact of system lumpiness and banks’ exposure to the common factor on systemic tail risk. The results are portrayed in Graph 1, left-hand panel. In this panel, lumpiness is captured solely by the number of homogeneous banks in a hypothetical system and is held fixed (at one of three levels) in order to plot systemic risk as a function of the common-factor exposure.

A key message of the graph is that a decrease in the lumpiness of the system depresses systemic risk by more (the distance between the lines is greater) when banks’ exposure to the common risk factor is smaller. To see why, note that lower exposure to the common factor means greater importance of idiosyncratic risks. In turn, idiosyncratic risks are those that are diversified away at the level of the system when its lumpiness decreases (in this case, as the number of banks increases). In the limit case, in which all banks are exposed only to the common risk factor (i.e. when the asset-return correlations equal unity), changes in the lumpiness of the system are inconsequential.

The flipside of this intuitive result reveals an important insight regarding the consequences of measurement error. The different slopes of the three lines in the left-hand panel of Graph 1 indicate that systemic risk tends to increase faster in the exposure to the common factor when there are more banks in the system. Thus, a given error in the estimate of banks’ exposures to the common factor is likely to result in a larger error in the measurement of systemic tail risk when the system is less lumpy.Read more

ธนาคารจีนต้องเพิ่มทุน...ก็แน่ล่ะครับ

วันนี้หุ้นตก เป็นผลจากหลายๆ ปัจจัยตลาด อันหนึ่งที่พูดถึงกันเยอะคือการที่ธนาคารของจีนหลายแห่งมีทีท่าว่าจะเพิ่มทุน

ถ้าดูจาก Capital Adequacy Ratio (CAR) ก็ไม่น่าแปลกใจ ตัวเลขในตารางด้านล่างนี้ (จาก The Business Insider) แสดงอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 capital) ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งมีระดับต่ำลงมากภายในเวลาเพียง 6 เดือน ซึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนัก (เพิ่มสินทรัพย์เสี่ยง)

สัดส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง ของธนาคารจีน

ปัจจุบันธนาคารกลางจีนกำหนดให้ Tier 1 ratio ต้องไม่ต่ำกว่า 7% และ Total capital ratio ต้องไม่ต่ำกว่า 10%

ปฏิรูประบบการจ่ายโบนัสในธนาคาร

เรายังถกเถียงกันอยู่ ว่าอะไรคือสาเหตุหลักของวิกฤตทางการเงินซึ่งเริ่มต้นในปี 2007 และจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่หนึ่งปัจจัยที่ชัดเจน คือการ take risk มากเกินไปของธนาคารหลายแห่ง

ตัวอย่างหนึ่งคือ ดอกเบี้ยที่ต่ำ ราคาบ้านที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และการใช้จ่ายเกินตัวในสหรัฐ เป็นแรงจูงใจให้ธนาคารปล่อยกู้โดยไม่พิจารณารอบคอบ และโดยคิดว่ารับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ (จากการปล่อยกู้) ก็สามารถขายความเสี่ยงออกไปได้ด้วยเครื่องมือทางการเงินเช่น CDO สุดท้ายความเสี่ยงในระบบโดยรวมก็มีมากเกินไป และเมื่อปัจจัยภายนอกเปลี่ยน (ฟองสบู่แตก) ทั้งระบบก็ปั่นป่วน

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

การที่ธนาคารทำแบบนี้ หรือจะพูดให้ชัดคือ การที่พนักงานธนาคารทำแบบนี้ ก็เพราะการ “ให้รางวัลผลงานเฉพาะหน้า” ในรูปแบบของเงินเพิ่มที่สัมพันธ์กับผลงาน หรือโบนัสนั่นเอง เรื่องโบนัสของนายธนาคารนี่กำลังเป็นเรื่องใหญ่ในสหรัฐ ประชาชนโมโหว่านอกจากจำนวนเงินโบนัสจะมหาศาลแล้ว แม้ธนาคารที่บริหารจะขาดทุน หรือจะถูกควบกิจการ ผู้บริหารก็ยังได้โบนัสก้อนโตกันทั่วหน้า โดยอ้างว่าเป็นข้อตกลงที่อยู่ในสัญญาจ้างงานจึงไม่จ่ายไม่ได้

Protest at Bank of America over CEO's exit bonus

ในการประชุม G20 เมื่อเดือนเมษาฯ ที่ผ่านมา มีการตั้ง Financial Stability Board ขึ้นเพื่อประสานการทำงานขององค์กรควบคุม เช่น ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ หนึ่งในคำแนะนำของ FSB ก็คือการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม (Sound Compensation Practices) ซึ่งคำแนะนำนี้นอกจากจะ กระทบผู้บริหารระดับสูงแล้ว ยังครอบคลุมพนักงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการเพิ่มความเสี่ยงของธนาคาร เช่น เจ้าหน้าที่สินเชื่อ และ trader ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักมีโบนัส เชื่อมโยงกับผลงาน

หลักสำคัญๆ ที่เสนอคือ

  1. ก้อนโบนัสรวมทั้งองค์กร ควรคำนวณจาก cost ของเงินกองทุนและ liquidity risk จากธุรกรรมในปีนั้นๆ ด้วย นอกเหนือไปจากกำไรสุทธิ
  2. แบ่งจ่ายโบนัส ไม่จ่ายให้ทั้งหมดในทันที แต่ทยอยจ่ายโดยติดตาม “ผล” ของงานที่ได้ทำไว้
  3. จ่ายโบนัสส่วนหนึ่งเป็นหุ้น (เป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เช่น 50% ของโบนัสทั้งหมด)
  4. ไม่ควรมี guaranteed bonus เพราะโบนัสควรสัมพันธ์กับผลงาน

การทยอยจ่าย ซึ่งจะแยกการ “ได้” โบนัสจากการ “จ่าย” โบนัส เช่น ปีนี้ ได้โบนัส 100 บาท ซึ่งคำนวณจากยอดสินเชื่อใหม่ จ่ายให้ทันที 50 บาท ที่เหลือทยอยจ่ายปีละ 10 บาทเป็นเวลาอีก 5 ปี

สมมุติว่าผ่านปีแรกไม่มีปัญหา ก็จ่ายโบนัสอีก 10 บาท แต่ถ้าผ่านไปสองปีแล้วปรากฎว่าสินเชื่อที่ปล่อยไปในปีเริ่มต้นนั้น กลายเป็นสินเชื่อ “เสีย” ซะเยอะ โบนัสส่วนที่เหลือก็ไม่จ่ายให้ หรืออาจให้มีการ เรียกคืน โบนัสที่จ่ายไปก่อนหน้าแล้วด้วย เช่นเรียกคืนเหลือแค่ 60%

ยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้น ก็ให้จ่ายโบนัสทันทีเป็นสัดส่วนที่น้อยลง และทยอยจ่ายเป็นระยะเวลานานขึ้น

ส่วนการจ่ายโบนัสเป็นหุ้นส่วนหนึ่งนั้น เพื่อโยงค่าตอบแทนเข้ากับความสำเร็จขององค์กร และสร้างระบบแรงจูงใจให้พนักงานทำงานเพื่อประโยชน์ระยะยาวขององค์กรนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการให้หลักปฏิบัติที่ชัดเจนทีเดียว สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือ FSB มีอำนาจหรืออิทธิพลทำให้หลักเหล่านี้กลายเป็นข้อบังคับที่ใช้ทั่วกันได้หรือเปล่า เพราะถ้าไม่ คนก็คงจะหนีไปทำงานธนาคารทียังจ่ายโบนัสในรูปแบบเดิมๆ

อ่านเพิ่มเติม

Huge Bonus

Images by Neil ParekhUltra Flat HightlightsRead more

ความล้มเหลวของการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

Glyn Holton เป็น risk manager ที่ผมชื่นชมมากคนหนึ่ง เพราะการมองเรื่องราวได้ ขาด และลึก เมื่อสองสามวันก่อนเขากล่าวในเว็บไซท์ GlynHolton.com ว่า ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยง (ทางการเงิน) กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 ทั้งรัฐบาล สถาบันการเงิน องค์การระหว่างประเทศ ได้พูดถึงการพัฒนาใหม่ๆ มากมาย มีตำแหน่งงานด้านความเสี่ยงเกิดขึ้นแทบทุกวัน แต่ผลลัพธ์จนถึงวันนี้ต้องนับว่าเป็นความล้มเหลวของทั้งวงการ เห็นชัดจากเหตุการสำคัญหลายอย่าง ที่เป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงที่ไม่ได้ผล เช่น

  • คดี Enron, Worldcom
  • ฟองสบู่ตลาดหุ้นสหรัฐ ปี 2001
  • ปัญหา mutual fund timing
  • Hedge fund ล้มระเนระนาด (ดูรายการที่ http://hf-implode.com กรณีที่ดังมากๆ คือ Amaranth)
  • สินเชื่อ sub-prime ของสหรัฐ ที่ทำตลาด credit ปั่นป่วนตั้งแต่ปี 2007
  • กรณี Jérôme Kerviel กับ Société Générale

เขาเสนอว่า วงการบริหารความเสี่ยงต้องมีการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับการสร้างมาตรฐานการบัญชีช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และสิ่งที่ธนาคารใหญ่ๆ ทำอยู่ตอนนี้ (เปลี่ยน CEO, แต่งตั้ง CRO) นั้นยังไม่เพียงพอ Glyn เคยเขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เขาเห็นว่าจำเป็นไว้ในหนังสือ/บทความหลายๆ แห่ง ผมกำลังรวบรวมและจะเขียนถึงอีกซักทีเมื่อมีโอกาสครับRead more

Syndicate content